นพ. อานนท์ พงศ์ธรกุลพานิช
คุณดอลลี่(นามสมมติ) อายุ 45 ปีมีประวัติเป็นไมเกรนเป็นเป็นหายหายมาตลอดตั้งแต่อายุ 20 ปี บางครั้งปวดรุนแรงมาก เคยตรวจ
เอ็มอาร์ไอสมองไม่พบความผิดปกติ ต้องรับประทานยาเมื่ออาการกำเริบ บ่อยครั้งมีอาการปวดจุกเสียดท้องบริเวณลิ้นปี่ หนึ่งถึงสองวัน
บางครั้งหายเองบางครั้งรับประทานยาลดกรด เพียงหนึ่งถึงสองครั้งก็หาย เคยเข้ารับการตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารแต่ไม่พบความผิดปกติที่รุนแรงมีเพียงการอักเสบของกระเพาะอาหารเล็กน้อย ปวดประจำเดือนบ่อยเกือบทุกเดือน นอกจากนี้มีอาการปวดคอบ่าไหล่เป็นประจำต้องบำบัดด้วยวิธีการต่างๆ ครั้งหนึ่งเคยมีอาการแน่นหน้าอกใจสั่นมาก ได้รับการตรวจเช็คหัวใจและฉีดสีเส้นเลือดหัวใจ ไม่พบเส้นเลือดหัวใจตีบและโรคหัวใจชนิดอื่น หลังจากนั้นอาการหายเป็นปกติ
โดยทั่วไปนอนหลับไม่ค่อยดีนัก ตื่นบ่อย ตื่นนอนเช้าอ่อนเพลีย เครียดมากจากการทำงาน ไมเกรนกำเริบเป็นระยะ รวมทั้งอาการปวดบริเวณคอบ่าไหล่ ปวดหลัง ปวดสะโพก ปวดขา ชาเท้า อาการเหล่านี้สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ตรวจเอ็กซเรย์กระดูกคอและหลังพบมีการเสื่อมของกระดูกและหมอนรองกระดูก รักษาด้วยกายภาพบำบัด ก็ดีขึ้นบ้าง ตามปกติมีประสาทสัมผัสไวมาก เช่นจมูกได้กลิ่นไวมากกว่าคนอื่นๆรอบข้าง ทนเสียงดังและเสียงที่ดังเป็นจังหวะไม่ได้จะมีอาการเครียดหงุดหงิด แสงสว่างจ้าและแสงไฟกระพริบเป็นจังหวะ ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบาย ไวต่อสารเคมีมากและแพ้ยาจำนวนมากหลายรายการ
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคุณดอลลี่ต้องไปพบแพทย์อย่างต่อเนื่องด้วยอาการต่างๆดังกล่าวข้างต้นและได้รับการตรวจเช็คต่างๆ ผลการตรวจเช็คส่วนใหญ่ไม่พบความผิดปกติที่รุนแรง และไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของอาการผิดปกติเหล่านั้น สุดท้ายรู้สึกปวดตามข้อต่างๆหลายตำแหน่ง จึงไปพบอายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติซั่ม (Rheumatologist) ผลการตรวจร่างกายไม่พบว่ามีข้ออักเสบ การตรวจเลือดไม่พบว่าเป็นโรคไขข้ออักเสบและโรคกลุ่มภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง เมื่อพิจารณาจากความผิดปกติต่างๆทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น แพทย์จึงวินิจฉัยเป็น Fibromyalgia และเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาฟื้นฟูความผิดปกติต่างๆจากภาวะดังกล่าว
Fibromyalgia คืออะไร
Fibromyalgia เป็นภาวะที่มีอาการปวดในบริเวณต่างๆของร่างกายเรื้อรัง (Chronic widespread pain) ร่วมกับอาการผิดปกติเรื้อรังหลายประการที่มีความ สลับซับซ้อน(Chronic polysymptomatology) ได้แก่ ความผิดปกติในการนอนหลับ อาการเพลีย อาการผิดปกติในส่วนต่างๆของร่างกายซึ่งบ่อยครั้งตรวจไม่พบโรคหรือความผิดปกติของอวัยวะที่เป็นสาเหตุของอาการเหล่านั้น ความผิดปกติในการทำหน้าที่ของสมอง(Cognitive dysfunction) คล้ายสมองเสื่อมแต่ไม่มีสมองเสื่อมจริง ความผิดปกติทางอารมณ์และจิตใจและความไวเกินต่อสิ่งกระตุ้นทางกายภาพจากภายนอกเช่น แสง เสียง กลิ่น อากาศร้อน สารเคมีต่างๆรวมทั้งยา ผู้ป่วยแต่ละรายไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกอย่างดังกล่าวข้างต้น
อาการผิดปกติต่างๆมักไม่เกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียวกัน อาการมากหรือน้อยขึ้นกับความรุนแรงของโรคในแต่ละรายและขึ้นกับระยะของโรคว่าเป็นระยะเริ่มต้น ระยะกลางหรือระยะที่โรคพัฒนาเต็มรูปแบบ ผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีลักษณะความผิดปกติซึ่งหลากหลายแตกต่างกันมาก รูปแบบพัฒนาการของโรคที่พบบ่อยมักมีลำดับขั้นดังนี้
- 1. มักมีประวัติบุคคลในครอบครัวมีปัญหาเกี่ยวกับภาวะปวดเรื้อรังชนิดหนึ่งชนิดใดหรือหลายชนิด
- 2. ในวัยเด็กหรือวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้นมักเคยมีปัญหาเกี่ยวกับความเจ็บปวด ซึ่งความรุนแรงพอสมควร เช่น ปวดท้อง ปวดประจำเดือน ปวดศีรษะ ปวดตามข้อ เป็นต้น เป็นครั้งคราว อาจมีปัญหาในการนอนหลับบ้างไม่รุนแรงและมักเป็นผู้มีประสาทสัมผัสไวกว่าปกติ มีความตึงเครียดและปัญหาทางอารมณ์บ้างมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละราย
- 3. ระยะต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น ต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานต่างๆมากขึ้น มีแรงกดดันและเผชิญกับความท้าทายในชีวิตมากขึ้น อาการต่างๆของโรคนี้ที่เคยเป็น มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและมีอาการอื่นๆเพิ่มขึ้น ได้แก่ ความผิดปกติในการหลับ อาการเพลียล้า อาการปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดประจำเดือน แน่นหน้าอก ใจสั่น ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก ปวดคอไหล่ ปวดตามข้อ ชามือชาเท้า ชาบริเวณอื่นๆ และอาการปวดทั่วทั้งตัว ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดทั่วๆไปทั้งตัวเรื้อรังไม่รุนแรงมาก ยืนพื้นอยู่เป็นประจำ อาการปวดรุนแรง จะเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณแล้วสลับเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ โดยทิ้งช่วงห่างสั้นบ้างยาวบ้าง ปัญหาทางอารมณ์ มักมีความเครียดวิตกกังวล และอาจเกิดซึมเศร้าร่วมได้ ผลที่ตามมาคืออาจมีอาการหลงลืมเป็นบางครั้ง ขาดสมาธิหรือความจดจ่อในการทำหน้าที่การงาน อาจมีอาการคล้ายความดันต่ำคือวูบขณะลุกขึ้นหรือเซ อาการเครียดหงุดหงิดจากสิ่งกระตุ้นภายนอกเช่นกลิ่น เสียงดัง แสงและอาการแพ้สารเคมีต่างๆมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นพร้อมกับอาการอื่นๆเมื่อเวลาผ่านไป ช่วงที่มีปัญหาในหน้าที่การงานหรือปัญหาครอบครัว มักเป็นสาเหตุให้อาการปวดและอาการผิดปกติอื่นๆกำเริบรุนแรงขึ้น ความรุนแรงในแต่ละรายมากน้อยไม่เท่ากัน แต่ทุกรายจะมีความผิดปกติต่างๆหลายประการร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกอย่างตามที่กล่าวข้างต้น อาการปวดเฉพาะที่มักเกิดในตำแหน่งที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาคือสลับเปลี่ยนกันไป ยกเว้นในกรณีที่มีโรคอื่นร่วมเช่นข้อเข่าเสื่อม หมอนรองกระดูกคอหรือหลังเคลื่อน อาการปวดจากภาวะเหล่านี้ จะคงอยู่ที่ตำแหน่งเดิม และจะผสมผสาน ปนเปไปกับอาการปวดของFibromyalgia ซึ่งจะต้องแยกแยะสภาพปัญหาให้ถูกต้อง
Fibromyalgia เป็นภาวะที่พบได้บ่อยแต่มักไม่ได้รับการวินิจฉัย พบในเพศหญิงต่อชาย 3:1 พบภาวะนี้ได้บ่อยขึ้นตามอายุที่มากขึ้นและพบได้บ่อยที่สุดในช่วงอายุ 50 ถึง 60 ปี ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีนักเนื่องจากมีอาการผิดปกติต้องไปพบแพทย์บ่อยๆ ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ มักมีปัญหาด้านอารมณ์และสุขภาพจิต ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง บางรายต้องออกจากงาน
สาเหตุของFibromyalgia
สาเหตุของภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติในหลายด้านและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างสลับซับซ้อน ได้แก่ความผิดปกติด้านชีววิทยา จิตใจและอารมณ์ ด้านสังคม ซึ่งรวมเรียกว่า Bio-psycho-social model
- 1. ปัจจัยด้านชีววิทยา(Biology) ในผู้ป่วยFibromyalgiaมีความผิดปกติของสมองและระบบประสาทหลายส่วนซึ่งประสานงานกันเพื่อทำหน้าที่คัดกรองและยับยั้งสัญญาณการรับรู้ความเจ็บปวดและการรับสัมผัสอื่นๆ ก่อนส่งเข้าสู่สมองส่วนที่เป็นศูนย์กลางการรับรู้ประสาทสัมผัส(Sensory cortex) ทำให้ให้สัญญาณประสาทที่รับรู้ความปวดและสัมผัสอื่นๆถูกส่งเข้าสู่ศูนย์กลางการรับรู้มากเกินไปและมีลักษณะเบี่ยงเบน สมองส่วนดังกล่าวจึงเกิดความแปรปรวน ส่งผลกระทบไปยังประสาทส่วนอื่นๆเกิดความแปรปรวนตามไปด้วย ผลลัพธ์คือสมองรับรู้ความปวดและสัมผัสอื่นๆมากผิดปกติ และมีอาการผิดปกติอื่นๆดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ความผิดปกติทางชีววิทยาเหล่านี้ตรวจพบได้จากการศึกษาวิจัยชีวะเคมีของระบบประสาทในผู้ป่วยโรคนี้ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
- 1.1 ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง(สมองและไขสันหลัง)
- ระดับของสารSubstance-P ในน้ำไขสันหลังของผู้ป่วยFibromyalgia สูงกว่าในคนปกติ(Substance-P มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณความเจ็บปวด) บ่งชี้ว่าในผู้ป่วยโรคนี้มีการส่งสัญญาณประสาทเกี่ยวกับความเจ็บปวดมากกว่าปกติ
- ระดับ Mu opioid receptor (ตัวรับสารopioidเพื่อให้ทำให้เกิดการออกฤทธิ์) ต่ำกว่าปกติในสมองส่วนที่ทำหน้าที่ผ่อนสัญญาณความปวด บ่งชี้ถึงความบกพร่องของกลไกผ่อนสัญญาณความปวดส่วนหนึ่ง
- ระดับสารopioid ในน้ำไขสันหลังของผู้ป่วยสูงกว่าในคนปกติ บ่งชี้ว่าร่างกายพยายาม ชดเชยการขาดแคลนของMu opioid receptor (ตัวรับสารopioid) ด้วยวิธีเพิ่มระดับการกระตุ้นตัวรับดังกล่าว
- ระดับของสารสื่อประสาท serotonin, noradrenaline และdopamine (ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กลไกลการผ่อนคลายของอารมณ์และการผ่อนคลายความปวด) ต่ำกว่าคนปกติ
- 1.2 ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ(Dysautonomia) ในผู้ป่วยโรคนี้ ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เป็นครั้งคราว เช่นความดันต่ำ ความรู้สึกวูบ ใจสั่น การทรงตัวไม่ดี ตาพร่าชั่วคราว เป็นต้น
- 1.3 ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย จากการศึกษาพบมีความผิดปกติSmall fiber neuropathy(ความผิดปกติของเส้นใยประสาทขนาดเล็ก) ทำให้ การรับรู้อาการปวดเป็นปวดและชา(Dysesthesia)
- 2. ปัจจัยด้านจิตใจและอารมณ์ (Psychology) ผู้ป่วยโรคนี้มีความผิดปกติของอารมณ์และพฤติกรรมโดยมักมีลักษณะบุคลิกมีความยืดหยุ่นต่ำ(Low resilient) การปรับตัวต่อความเครียดและแรงกดดันไม่ดี (Maladaptive stress coping) มีภาวะเครียดและซึมเศร้า (Anxiety and depression)มากกว่าคนปกติ มีคุณภาพการหลับไม่ดีทำให้สมองขาดการพักผ่อนและอารมณ์ไม่เบิกบาน ความผิดปกติด้านจิตใจและอารมณ์ ซ้ำเติมให้ความแปรปรวนของสารสื่อประสาทในสมองรุนแรงมากขึ้น ทำให้การรับรู้ความปวดรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น
- 3. ปัจจัยด้านสังคม(Social factor) ความผิดปกติทางชีววิทยาและด้านอารมณ์จิตใจตามที่กล่าวข้างต้น เป็นผลจากพื้นฐานทางพันธุกรรมที่เบี่ยงเบนผิดปกติ ทำให้มีความผิดปกติของสารสื่อประสาทต่างๆและการทำหน้าที่ของสมองหลายส่วนรวมทั้งความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติและประสาทส่วนปลาย ความผิดปกติเหล่านี้ จะเกิดปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางสังคมในลักษณะที่มีความกดดันสูงของการอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมและประสพการณ์ทางสังคมตลอดระยะเวลาที่เติบโตขึ้น และสภาพของหน้าที่การงานและครอบครัว
กล่าวโดยสรุป ผู้ที่มีพื้นฐานความผิดปกติทางพันธุกรรมซึ่งเป็นต้นเหตุของความเบี่ยงเบนของชีวเคมีและการทำหน้าที่ของสมอง จิตใจและอารมณ์ เมื่อพบกับ การอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมและประสบประการทางสังคม ในลักษณะที่มีความกดดันสูง เป็นสาเหตุของโรคFibromyalgia(Bio-psycho-social model)
ภาวะที่กระตุ้นให้โรค(Fibromyalgia) มีอาการกำเริบรุนแรงขึ้น
นอกจากความผิดปกติพื้นฐานซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคนี้ ดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยกระตุ้นซึ่งทำให้ความผิดปกติและอาการต่างๆรุนแรงกำเริบขึ้น ได้แก่
- 1. เกิดเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด อาจเป็นปัญหาส่วนตัว หน้าที่การงาน ปัญหาด้านสังคม หรือปัญหาอื่นๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้น ผู้ป่วยซึ่งมีอาการผิดปกติต่างๆของโรคอยู่เดิมแล้ว จะมีอาการรุนแรงมากขึ้นผิดปกติ
- 2. โรคข้อ กระดูก กล้ามเนื้อ รูมาติซั่ม โรคภูมิต้านทานต่อต้านตนเอง รวมทั้งการติดเชื้อไวรัสบางประเภท ซึ่งเป็นโรคที่เกิดร่วมและไม่ใช่เกิดจากFibromyalgia ภาวะเหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดตามสภาพของโรคในคนปกติ แต่ถ้าเกิดขึ้นในผู้ป่วยFibromyalgia จะรับรู้อาการปวดรุนแรงและซับซ้อนกว่าในคนทั่วไป เนื่องจากกลไกการตอบสนองและการรับรู้อาการปวดมีความเบี่ยงเบนผิดปกติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแยกแยะวินิจฉัยปัญหาเหล่านี้ให้ชัดเจนและให้การรักษาเฉพาะเจาะจงที่เหมาะสมกับโรค เพื่อลดการเป็นปัจจัยกระตุ้น ทำให้โรคFibromyalgia กำเริบรุนแรงมากขึ้น
- 3.การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เช่น สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือแปรปรวน
- 4.การออกแรงหรือกิจกรรมในบางลักษณะซึ่งกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อผิดท่าและเกร็งมากผิดปรกติ
เป็นต้น
การวินิจฉัยโรค
ใช้ลักษณะอาการปวดและความผิดปรกติต่างๆที่มีลักษณะเฉพาะของโรคนี้ร่วมกันในการวินิจฉัย ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจเลือด เอ็กซเรย์ การตรวจชิ้นเนื้อเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรค จึงเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้วินิจฉัยโรคล่าช้า ดังนั้นจึงควรคิดถึงภาวะนี้ด้วยเสมอเมื่อทำการวินิจฉัยแยกโรคผู้ที่มีปัญหาปวดเรื้อรัง
การรักษา
เนื่องจากสาเหตุและอาการของโรคมีความสลับซับซ้อน การรักษาจำเป็นต้องครอบคลุมมิติต่างๆของโรคอย่างครบถ้วน โดยใช้วิธีรักษาหลายอย่างร่วมกัน การรักษาด้วยยาเพียงวิธีเดียวไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
- 1.Cognitive behavior therapy
- 1.1 เข้าใจโรค ในแง่สาเหตุ อาการผิดปกติ และธรรมชาติของโรค มีความเข้าใจว่าไม่ใช่โรคร้ายแรงเช่นมะเร็ง โรคภูมิต่อต้านตนเอง โรคข้ออักเสบรูห์มาตอย เป็นต้น
- 1.2 ปรับความคิดและพฤติกรรม เป็นขั้นตอนการรักษาที่สำคัญมาก
- หลีกเลี่ยงความกังวล ความกลัวเกี่ยวกับโรค ที่มากเกินความเป็นจริง ซึ่งคิดหรือคาดการณ์เองโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ
- ปรับวิธีคิดและอารมณ์ ให้คิดบวกและมองโลกในแง่ดี
- มองตนเองในแง่ดี มีความภาคภูมิใจในตนเอง ทำงาน หรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ หลีกเลี่ยงการอยู่ว่างมากเกินไป
- ระมัดระวังเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีข้อมูลเรื่องราวจำนวนมากมาย ทั้งข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นเท็จ ทั้งข้อมูลที่ให้ประโยชน์และข้อมูลในทางลบ ก่อให้เกิดปัญหาแก่ผู้ป่วยในสองลักษณะ คือ การรับข้อมูลในปริมาณมากเกินไป ส่งผลกระทบให้ความแปรปรวนของสมองรุนแรงมากขึ้น อีกประการหนึ่งคือข้อมูลในเชิงลบซึ่งมีอยู่มากในสังคมออนไลน์ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และสุขภาพจิตของผู้ป่วย และยังส่งผลให้การทำงานของสมองซึ่งมีความแปรปรวนอยู่เดิมมีประสิทธิภาพลดลง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสภาพร่างกายในขณะนั้น ไม่เร่งรัดหักโหมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ให้ร่างกายค่อยค่อยปรับตัวแล้วจึงค่อยค่อยเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
- พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก ไม่ควรทำกิจกรรมต่างๆในช่วงกลางคืนมากเกินไปจนเลยเวลาเข้านอนไปมาก
- ดื่มน้ำมากๆ วันละ 2 ลิตร
- ปรับการรับประทานอาหารให้เหมาะสมหลีกเลี่ยงอาหารมัน ขนมหวาน ผลไม้ที่มีรสหวานมาก ของหมักดอง อาหารแปรรูปมาก สัดส่วนของอาหารควรเป็น Balance diet มีความสมดุลย์ของอาหารทุกหมู่ตามหลักโภชนาการ รับประทานในปริมาณพอเหมาะไม่ควรให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากเกินไป
- 2. การรักษาด้วยยา จำเป็นต้องใช้ในรายที่รุนแรงพอสมควร ส่วนใหญ่เป็นยาออกฤทธิ์ต่อสมอง เช่นยาช่วยหลับ ยาที่ออกฤทธิ์ปรับสารเคมีสื่อประสาทในสมอง ยาที่ลดความไวเกินของเซลล์ประสาท เป็นต้น อาจจำเป็นต้องใช้ยามากกว่าหนึ่งชนิดร่วมกันตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ยาเหล่านี้อาจมีผลข้างเคียงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกที่เริ่มใช้ยา เช่น เวียนศรีษะ คลื่นไส้ ใจสั่น เดินเซ เป็นต้น จึงต้องเริ่มยาในขณะต่ำก่อน เพื่อให้ร่างกายปรับตัวแล้วจึงค่อยค่อยปรับขนาดเพิ่มขึ้นตามความจำเป็นและตามความคุ้นชินต่อยาของผู้ป่วย วัตถุประสงค์ในการใช้ยาคือปรับการทำงานของสมอง จำเป็นต้องใช้ต่อเนื่อง ร่วมกับการรักษาด้านอื่นตามที่กล่าวข้างต้น เป็นเวลานานพอสมควรจนผู้ป่วยดีขึ้นมากจึงค่อยค่อยปรับลดลงช้าๆตามลำดับ ถ้าสภาพผู้ป่วยมีความคงตัวหลังลดยาลงได้มาก อาจหยุดยาได้ โดยยังคงใช้การรักษาวิธีอื่นๆที่ไม่ใช่ยาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
- 3. การบำบัดด้วยวิธีอื่นๆ อาจมีประโยชน์บ้างในบางราย สามารถใช้ร่วมในการรักษาได้เช่น
- สปา
- การออกกำลังกายแบบไต้ชี่ ชี่กง โยคะ
- การฝังเข็มเพื่อปรับสมดุลย์ของร่างกาย
- การนั่งสมาธิ
- อื่นๆ เช่นการรักษาโดยใช้ออกซิเจนความเข้มข้นสูง การกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้า การรักษาเหล่านี้ยังอยู่ในระดับการศึกษาวิจัย
- 4. การรักษาโรคอื่นๆที่เกิดร่วมด้วยและเป็นตัวกระตุ้นอาการของ Fibromyalgia เช่น
- ข้อเข่าเสื่อม
- กระดูกคอเสื่อม กระดูกหลังเสื่อม บางมีการกดทับเส้นประสาท
- หมอนรองกระดูกสันหลังหรือคอเคลื่อน
- โรคภูมิต้านทานต่อต้านตนเอง เป็นต้น
กระบวนการรักษาโรคถ้าทำได้อย่างถูกต้องเหมาะสมผู้ป่วยจะค่อยดีขึ้นอย่างช้าๆ และจำเป็นต้องรักษาดูแลในระยะยาว โดยธรรมชาติของโรค อาจมีการกำเริบเป็นช่วงๆได้ถ้ามีสิ่งกระตุ้นเช่นเผชิญกับปัญหาท้าทายต่างๆหรือมีความเครียดที่รุนแรงเกิดขึ้นเป็นต้น ตัวผู้ป่วยเองเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จในการรักษา โดยต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอย่างถูกต้อง มีทัศนคติที่ดีต่อการรักษาและพยายามยึดติดกับการรักษาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ย่อท้อแม้ว่าจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นในบางช่วงของการรักษา เช่นเกิดอาการข้างเคียงของยา โรคกำเริบขึ้นในบางช่วง เป็นต้น ผู้ป่วยไม่ควรอยู่ว่าง ควรทำงานที่เป็นประโยชน์ อันจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในตนเอง ส่งผลให้สมดุลย์ของสารสื่อประสาทในสมองดีขึ้น และอาการของโรคดีขึ้นในส่วนหนึ่ง

