โรคเก๊าท์ (GOUT)

เก๊าท์เป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งมีอาการข้ออักเสบเป็นอาการสำคัญและมีความผิดปกติอื่นๆร่วมด้วยได้หลายประการเช่นโรคไตและโรคหัวใจ ข้ออักเสบในโรคเก๊าท์เกิดจากการสะสมขอ

เก๊าท์เป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งมีอาการข้ออักเสบเป็นอาการสำคัญและมีความผิดปกติอื่นๆร่วมด้วยได้หลายประการเช่นโรคไตและโรคหัวใจ ข้ออักเสบในโรคเก๊าท์เกิดจากการสะสมของผลึกยูริคภายในและรอบๆข้อรวมถึงเนื้อเยื่ออื่นๆซึ่งเป็นผลจากระดับกรดยูริกในเลือดสูงเรื้อรัง ข้ออักเสบเฉียบพลันจากโรคเก๊าท์ก่อให้เกิดอาการปวดบวมข้ออย่างรุนแรง เกิดความทุกข์ทรมานได้มาก อีกทั้งยังเกิดซ้ำเป็นระยะ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมข้ออักเสบเฉียบพลันจะเกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดอาจเกิดความเสียหายของข้อและกระดูก โรคอาจลุกลามไปที่อวัยวะอื่น เช่น ไต หัวใจ  การดูแลรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่องจะช่วยป้องกันปัญหาแทรกซ้อนเหล่านี้และป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของข้อ ทำให้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดรุนแรงซ้ำๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สาเหตุของโรคเก๊าท์

มีสองปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยทางพันธุกรรม(Genetic factor) และลักษณะการใช้ชีวิต(Lifestyle factor)

  • 1. ปัจจัยทางพันธุกรรม จากการวิจัยพบการเบี่ยงเบน(Mutation) ของยีนหลายตัวในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติหลายประการของระบบการเผาผลาญ (Metabolism) และการขับกรดยูริกออกทางไต นำมาสู่ภาวะระดับกรดยูริกในเลือดสูง และโรคเก๊าท์ ยีนส์เหล่านี้ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน ทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเก๊าท์ สูงกว่าประชากรทั่วไป ปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นรากฐานสำคัญของการเกิดโรคเก๊าท์
  • 2. ปัจจัยด้านการใช้ชีวิต เป็นปัจจัยเสริมของภาวะกรดยูริกในเลือดสูงและ โรคเก๊าท์ ได้แก่
  • อาหาร ที่ส่งเสริมภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้แก่ อาหารที่มีสารพูรีน(Purine) สูง เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายสารพูรีนจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดยูริกที่ตับ อาหารเหล่านี้ได้แก่
  • เนื้อสัตว์ที่มีสารพูรีนสูง เช่นสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ เนื้อแดง หอย อาหารทะเล ยีสต์
  • ผลไม้หวานและเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลฟรุ๊คโตส
  • สารพูรีนจากพืชจะเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือดไม่มาก เช่น ยอดผัก ถั่วเหลือง พืชที่จะเจริญเติบโตเร็ว
  • น้ำหนักตัว ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานมีแนวโน้มกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น
  • ดื่มแอลกอฮอล์ มีผลยับยั้งการขับกรดยูริกที่บริเวณท่อไตทำให้ระดับในเลือดสูงขึ้น
  • การใช้ยาบางชนิดส่งผลให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากขึ้นได้เช่นยาขับปัสสาวะ แอสไพรินขนาดต่ำ ยาต้านวัณโรคบางชนิด เป็นต้น ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ ต้องเฝ้าระวังและดูแลปัญหาระดับกรดยูริกในเลือดสูงควบคู่กันไป

ปัจจัยด้านพันธุกรรมไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้แต่ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้

โรคเก๊าท์ทุติยภูมิ(Secondary gout)

โรคเก๊าท์ ซึ่งเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกับปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตเรียกว่า โรคเก๊าท์ปฐมภูมิ(Primary gout) เป็นโรคเก๊าท์ ชนิดที่พบบ่อยที่สุด ส่วนโรคเก๊าท์ทุติยภูมิ หมายถึงโรคเก๊าท์ ที่เกิดจากสาเหตุที่เฉพาะเจาะจงบางอย่างและไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น

  • โรคเก๊าท์ จากโรคไตเรื้อรัง
  • โรคเก๊าท์ จากพิษสารตะกั่ว
  • โรคเก๊าท์ จากการให้เคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง เกิดการสลายตัวของเซลล์มะเร็งจำนวนมากทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นมากในเวลาอันสั้น เป็นต้น

ระยะของโรคเก๊าท์

ระยะแรก: กรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการผิดปกติ(Asymptomatic Hyperuricemia) ระดับกรดยูริกในเลือดปกติในเพศชายต่ำกว่า 7 mg/ml เพศหญิงต่ำกว่า 5.7 mg/ml(เพศหญิงต่ำกว่าเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลเร่งการขับกรดยูริก) ระดับดังกล่าวเป็นจุดอิ่มตัวของการละลาย(Saturated point) ของกรดยูริกในเลือด ถ้าระดับสูงกว่าจุดอิ่มตัว กรดยูริกมีแนวโน้มที่จะตกผลึกได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเช่นบริเวณเท้า การตกผลึกจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะสมปริมาณมากขึ้นเรื่อยเรื่อยในระยะเวลาหลายปี เมื่อ ผลึกของกรดยูริกที่สะสมภายในข้อมีปริมาณมากถึงระดับหนึ่งส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบเฉียบพลันของข้อซึ่งเป็นระยะที่สอง

ระยะสอง: เมื่อผลึกของกรดยูริกสะสมในเนื้อเยื่อภายในข้อปริมาณมาก บางส่วนหลุดเข้ามาในช่องของข้อ เป็นสิ่งแปลกปลอมทำให้เม็ดเลือดขาวเข้ามากำจัดผลึกเหล่านี้โดยกินผลึก(Phagocytosis) และปล่อยเอนไซม์ย่อยสลายหลายชนิดและสารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาขณะอักเสบ ซึ่งเป็นกระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอม ปฏิกิริยาการอักเสบเพื่อกำจัดผลึกยูริกดังกล่าวทำให้บริเวณข้อปวดบวมแดงร้อนอย่างเฉียบพลันและรุนแรง กระบวนการกำจัดผลึกยูริกที่หลุดเข้ามาในช่องของข้อใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ การอักเสบจะค่อยค่อยลดลงตามลำดับจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ต่อเนื่องไปเรื่อยเรื่อย ตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ ถ้าไม่ได้รับการรักษากรดยูริกในเลือดจะยังคงสูงอย่างต่อเนื่องและมีการสะสมของผลึกยูริกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยเรื่อยจนรวมตัวกันเป็นก้อนเรียกโทฟัส(Tophus: ถ้ามีหลายก้อน รูปพหูพจน์เรียกโทไฟ Tophi) เข้าสู่ระยะที่สาม

ระยะที่สาม: มีก้อนโทไฟ เกิดขึ้น เรียกระยะนี้ว่า Tophaceous gout ก้อนโทไฟ อาจนูนขึ้นมาใต้ผิวหนัง มองเห็นและคลำได้เป็นก้อน บางกรณีนูนเข้าไปด้านในกระดูก ทำให้มีการกัดกร่อนและสลายของเนื้อกระดูกบริเวณนั้น และถูกแทนที่ด้วยโทไฟ บางรายก้อนโทไฟนูนและแตกทะลุผ่านผิวหนังออกมาภายนอก สิ่งที่ออกมาจะมีลักษณะเป็นของเหลวข้นสีขาวคล้ายผงช๊อคเขียนกระดานดำผสมน้ำ ถ้านำของเหลวข้นสีขาวดังกล่าวไปส่งด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบผลึกยูริค ซึ่งมีรูปร่างคล้ายเข็มจำนวนมากมายมหาศาล นอกจากสะสมในข้อและเนื้อเยื่อรอบรอบข้อแล้ว ผลึกยูริกอาจไปสะสมในเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆของร่างกายได้เช่น ใบหู ไต กระดูกสันหลัง การสะสมในไตถ้ามีปริมาณมากทำให้ไตเสื่อมลงเกิดโรคไตจากเก๊าท์ เข้าสู่ระยะที่สี่

ระยะที่สี่: โรคไตจากเก๊าท์(Gout nephropathy or gouty kidney) ผลึกยูริกสะสมในเนื้อไต ค่อยๆเบียดเนื้อไตให้เสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ การทำงานของไตเสื่อมลงหรือโรคไตเรื้อรัง บางกรณีสะสมในท่อไตจับตัวรวมกันเป็นก้อนนิ่ว เริ่มต้นจากขนาดเล็กมากแล้วค่อยสะสมโตขึ้นเรื่อยๆ หากเกิดการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ จะเกิดอาการปวดหลัง และการทำงานของไตเสื่อมลง

ความผิดปกติอื่นซึ่งเกี่ยวโยงกับกรดยูริกในเลือดสูง

ผู้ป่วยเก๊าท์ มีโอกาสพบโรคบางอย่างบ่อยกว่าประชากรทั่วไปเช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ภาวะอ้วน ไขมันพอกตับ ความสัมพันธ์ของเก๊าท์ กับปัญหาเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ทราบมานาน ในระยะ 10 – 20 ปีที่ผ่านมาเริ่มพบข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าภาวะกรดยูริกในเลือดสูงและเก๊าท์ มีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือดที่สัมพันธ์กับโรคเก๊าท์

ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายในระดับเซลล์ได้แก่ เกิดกระบวนการอักเสบ ปฏิกิริยาออกซิเดชันของเนื้อเยื่อ ทำให้เกิด Oxygen free radical และความผิดปกติของเยื่อบุผนังหลอดเลือด ซึ่งส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ลักษณะอาการของผู้ป่วยเก๊าท์

โรคเก๊าท์ เป็นโรคที่พบบ่อยในประชากรทั่วไปประมาณ1- 2% พบในเพศชายบ่อยกว่าหญิง พบบ่อยมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่าเพศชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปีพบ 7% เพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 85 ปีพบได้ 3% อายุที่เริ่มเกิดอาการ ข้ออักเสบจากโรคเก๊าท์ ส่วนใหญ่มากกว่า 30 ปีขึ้นไป อายุน้อยกว่า 30 ปีพบน้อยกว่ามาก และมักเกิดจาก ขาดเอนไซม์ย่อยสลายกรดยูริก

ระยะที่หนึ่ง การตรวจเลือดพบมีกรดยูริกสูงโดยไม่มีอาการ

ระยะที่สอง มีอาการข้ออักเสบเฉียบพลันรุนแรงข้อเดียวเป็นๆหายๆ ระยะเริ่มต้นจะเป็นไม่บ่อยอาจทิ้งช่วงห่างเป็นปีๆ ต่อมาข้ออักเสบจะเกิดถี่ขึ้น รุนแรงมากขึ้นและอาจมีการอักเสบครั้งละมากกว่าหนึ่งข้อก็ได้ถ้าเป็นเรื้อรังมานาน ข้อที่อักเสบบ่อยๆในโรคเก๊าท์ ได้แก่ ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเท้ากลางเท้า ข้อเข่า ซึ่งเป็นข้อส่วนล่างของร่างกาย ในระยะแรกแรกของโรคไม่เกิดการอักเสบที่ข้อของมือและแขน แต่ในระยะเรื้อรังที่เป็นโรคมานาน อาจเกิดได้

ระยะที่สาม มีก้อนโทไฟ ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนนูนบริเวณข้อ ในระยะนี้ความรุนแรงของการอักเสบเฉียบพลันและอาการปวดจะลดลงกว่าระยะที่สอง แต่จะมีภาวะข้ออักเสบเรื้อรังซึ่งไม่ปวดรุนแรงมาก ร่วมด้วย ในรายที่เป็นมาก ข้อและกระดูกอาจมีความเสียหายผิดรูป บางรายก้อนโทไฟ แตกทะลุออกมาซึ่งอาจเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้

ระยะที่สี่ มีอาการเหมือนระยะที่สามแต่มีปัญหาทางใต เพิ่มขึ้น โรคที่เกิดร่วมกับเก๊าท์ เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วน เกิดขึ้นได้ในทุกระยะของโรคเก๊าท์ มีแนวโน้มพบบ่อยมากขึ้นในระยะหลังๆ โรคหัวใจมักเกิดในระยะหลังๆของโรคเก๊าท์

การรักษา

การวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญเนื่องจากโรคอื่นๆบางโรค มีลักษณะอาการคล้ายโรคเก๊าท์ ในกรณีที่แยกแยะได้ไม่ชัดเจนแน่นอน การวินิจฉัยที่แม่นยำแน่นอนคือ การเจาะน้ำจากข้อที่อักเสบเพื่อนำมาตรวจหาผลึกยูริกด้วยกล้องจุลทรรศน์

ก่อนการรักษาต้องทำการประเมินผู้ป่วยในแต่ละรายก่อน สิ่งที่ต้องประเมินคือ

  • 1. โรคเก๊าท์ อยู่ในระยะใด
  • 2. ประเมินสภาพของไต
  • ระดับการขับกรดยูริกในปัสสาวะ สูงหรือต่ำ
  • การทำหน้าที่ของไตเสื่อมลงหรือไม่
  • มีภาวะโรคไตหรือนิ่วในไตจากโรคเก๊าท์ หรือไม่
  • 3. ประเมินโรคหรือภาวะที่อาจเกิดร่วมกับโรคเก๊าท์ ถ้าพบ ต้องทำการรักษาควบคู่กันไป เช่นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน โรคหัวใจ

การรักษาโรคเก๊าท์ ประกอบด้วย

  • 1. การปรับพฤติกรรม(Lifestyle modification)
  • ด้านอาหาร ลดอาหารที่มีสารพูรีนสูง(ดูในหัวข้อสาเหตุของโรคเก๊าท์) ลดผลไม้หวาน และเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลฟรุคโตส สามารถรับประทานโยเกิร์ตไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย น้ำนมถั่วเหลือง ยอดผักได้บ้างเนื่องจากสารพูรีน จากพืชจะเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือดไม่มาก
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงสภาวะร่างกายขาดน้ำ
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานควรลดน้ำหนัก
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท
  • 2. การรักษาด้วยยา
  • 2.1 การรักษาข้ออักเสบเฉียบพลัน เมื่อข้ออักเสบกำเริบควรพักข้อ ประคบเย็น และเริ่มรับประทานยาต้านการอักเสบให้เร็วที่สุด และหยุดยาเมื่อข้อหายอักเสบ โดย เลือกใช้colchicine หรือNSAID เป็นลำดับแรกถ้าไม่มีข้อห้ามใช้ ในรายที่มี ข้อห้ามใช้เช่นมีภาวะไตวาย มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ให้ใช้ยาสเตียรอยด์อย่างระมัดระวัง ในบางรายอาจพิจารณาใช้สเตียรอยด์ฉีดเข้าข้อถ้ามีความเหมาะสมและไม่มีการติดเชื้อในข้อ

ยายับยั้งการอักเสบที่มีการศึกษาในระยะหลัง และพบว่าใช้ได้ได้ผลในกรณีเก๊าท์กำเริบเฉียบพลัน เช่น IL-1 inhibitors, NLRP-3 inflammasome inhibitor เป็นความก้าวหน้าใหม่ๆ ยาเหล่านี้มีราคาสูงมากและยังไม่มีใช้โดยทั่วไปอย่างแพร่หลาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาด้วยยาที่กล่าวแล้วข้างต้นอย่างได้ผลดี มีกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาใหม่ๆเหล่านี้น้อยมาก

นอกจากยาต้านการอักเสบแล้ว การใช้ยาบรรเทาปวดร่วมด้วยจะช่วยเสริมฤทธิ์บรรเทาปวดได้เช่นพาราเซตามอล ทรามาดอล

ยาเหล่านี้ที่ใช้ในระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน ไม่มีฤทธิ์ลดระดับกรดยูริกในเลือด

  • 2.2 การให้ยาเพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือด เนื่องจากระดับกรดยูริกในเลือดสูงเรื้อรังและการสะสมของผลึกยูริกในข้อเป็นต้นตอสำคัญของการเกิดโรคเก๊าท์ ดังนั้นการรักษาที่เฉพาะเจาะจงคือการให้ยาลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำลงเพื่อเปิดโอกาสให้มีการละลายของผลึกยูริกที่สะสมภายในข้อกลับเข้าสู่กระแสเลือดทีละเล็กละน้อยและถูกขับออกทางไต ถ้ารักษาอย่างต่อเนื่องนานพอปริมาณผลึกยูริกที่สะสมอยู่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก้อนโทไฟ จะค่อยค่อยยุบลงอย่างช้าๆ ในกรณีโรคไตที่เกิดจากเก๊าท์ การทำงานของไตที่เสื่อมลงอาจฟื้นตัวขึ้นได้บางส่วน ข้ออักเสบเฉียบพลันซ้ำๆจะค่อยๆลดน้อยลงจนกระทั่งหายไปเมื่อผลึกยูริกถูกขับออกจากข้อไปมากจนเกือบหมด

ยาที่ใช้ลดระดับกรดยูริกในเลือดแบ่งเป็นสามกลุ่มตามกลไกการออกฤทธิ์

  • 1. ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการเปลี่ยนสารพูรีนเป็นกรดยูริกทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลง ได้แก่ Allopurinol Febuxostat
  • 2. ออกฤทธิ์เร่งการขับกรดยูริกทางปัสสาวะ เช่นProbenecid sulfinpyrazole benzbromarone
  • 3. ออกฤทธิ์โดยย่อยสลายผลึกยูริกที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อโดยตรง คือ Pegoticaseเป็นยาฉีดซึ่งพัฒนาขึ้นในยุคหลัง ราคายังสูงมาก มีข้อบ่งใช้เฉพาะรายที่รุนแรงมากและไม่ตอบสนองต่อยาข้างต้นทั้งหมด

การเลือกใช้ยาลดระดับกรดยูริกในเลือดแพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆหลายประการที่ได้ทำการประเมินก่อนการรักษา(ดังกล่าวแล้วข้างต้น) ถ้าเลือกใช้ยาallopurinol ควรตรวจหายีนส์ HLA B*5801 ซึ่งช่วยประเมินความเสี่ยงของการแพ้ยาชนิดรุนแรงซึ่งเรียกว่าAllopurinol hypersensitivity syndrome ถ้าผลการตรวจ ยีนส์ดังกล่าวให้ผลบวก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาallopurinol และเลือกใช้ยาอื่นแทน

หลังจากใช้ยาลดระดับกรดยูริกในเลือดแล้ว ต้องมีการตรวจเลือดติดตามเพื่อปรับยาให้ควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 6mg/dl และเพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา

ระยะเวลาในการรักษาด้วยยาลดกรดยูริกในเลือด มีสองแนวทาง

  • 1. แนวทางตามมาตรฐานเดิม ให้รับประทานยาต่อเนื่องไปตลอด เช่นเดียวกับการให้ยารักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เนื่องจากถ้าหยุดยาระดับกรดยูริกในเลือดจะสูงขึ้นและย้อนกลับไปเกิดปัญหาในลักษณะเดิม
  • 2. แนวทางให้ยาเป็นรอบ กล่าวคือให้ยาติดต่อกันระยะหนึ่งเช่นห้าปีเมื่อควบคุมโรคได้แล้วก็หยุดยาไประยะหนึ่ง เมื่อมีการสะสมของผลึกยูริกมากจนเกิดข้ออักเสบ ก็กลับมาให้ยาในรอบ(Cycle)ใหม่

ข้อสังเกตในการใช้ยาลดกรดยูริกในเลือด(ซึ่งควรต้องใช้ในระยะยาว) คือผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่รับประทานยากลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง เมื่อรักษาข้ออักเสบเฉียบพลันหายแล้ว ก็ปกติสบายดีเป็นเวลานานหลายเดือน จึงหยุดรับประทานยา ต่อมาเมื่อมีการกำเริบของข้ออักเสบเฉียบพลันก็รับประทานยาบรรเทาปวดและอักเสบเป็นครั้งๆ ซึ่งอาการปวดก็ดีขึ้นทุกครั้ง แต่ระดับกรดยูริกในเลือดยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี มีการสะสมของผลึกยูริกเป็นจำนวนมาก จะมีข้ออักเสบเฉียบพลันซ้ำๆบ่อยมาก ต่อมามีก้อนโทไฟ เกิดขึ้นบริเวณรอบข้อ อาจมีโรคไตจากเก๊าท์ร่วมด้วย ทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากขึ้น การรักษาในลักษณะนี้จึงไม่ใช่แนวทางที่

เหมาะสม

  • 2.3 การให้ยาเพื่อป้องกันข้ออักเสบเก๊าท์กำเริบ ในระยะเวลาประมาณหกเดือนแรกของการรักษาด้วยยาลดระดับกรดยูริกในเลือด ผู้ป่วยยังอาจมีการกำเริบของข้ออักเสบเฉียบพลันได้ เนื่องจากปริมาณผลึกยูริกที่สะสมอยู่ในข้อยังถูกขับออกมาไม่มากและเหลืออยู่ในปริมาณมากพอที่จะก่อให้เกิดการอักเสบกำเริบเป็นระยะได้ สามารถป้องกันได้โดยรับประทานยาcolchicine ขนาดต่ำในช่วงหกเดือนแรก หลังจากนั้นจึงค่อยหยุดยาcolchicine หรือค่อยๆลดขนาดลงจนกระทั่งหยุดไป เนื่องจากความเสี่ยงของเก๊าท์กำเริบหลังรับประทานยาลดกรดยูริกในเลือดนานกว่าหกเดือน ลดต่ำลงมาก ส่วนยาลดกรดยูริกในเลือดยังคงต้องทานต่อเนื่องไปในระยะยาว อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยบางรายซึ่งยังมีข้ออักเสบกำเริบหลังหกเดือนของการรักษา จำเป็นต้องใช้colchicine ยาวนานกว่านั้น ก็พิจารณาให้ยาต่อไปได้โดยอาจใช้ในขนาดที่ต่ำลง

บทสรุป

การรักษาโรคเก๊าท์ที่ถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการ เก๊าท์กำเริบซ้ำแล้วซ้ำอีก ช่วยป้องกันไม่ให้โรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่มีก้อนโทไฟ ป้องกันโรคไตจากเก๊าท์ และช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจหลอดเลือดได้ในระดับหนึ่ง ความกังวลของผู้ป่วยเกี่ยวกับผลข้างเคียงของการรับประทานยาระยะยาวนั้นสามารถแก้ไขได้โดยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนแก่ผู้ป่วยรวมทั้งการติดตามตรวจเลือดเพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยาอย่างสม่ำเสมอ ความร่วมมือในการรักษาอย่างต่อเนื่องของผู้ป่วยประกอบกับแนวทางการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยให้ ผลลัพท์ของการรักษาในระยะยาว ได้ผลดีและผู้ป่วยมีความปลอดภัยจากผลข้างเคียงของยา

Share your love