โรคข้ออักเสบรูห์มาตอย (Rheumatoid Arthritis: RA) เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดอาการปวด บวม และอักเสบของข้อหลายข้อพร้อมกัน หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก อาจนำไปสู่ความพิการผิดรูปของข้อและส่งผลต่ออวัยวะอื่น ๆ ของร่างกายได้ บทความนี้จะอธิบายสาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และแนวทางการรักษาโรคข้ออักเสบรูห์มาตอยอย่างครบถ้วน
โรคข้ออักเสบรูห์มาตอยคืออะไร
โรคข้ออักเสบรูห์มาตอย (Rheumatoid Arthritis: RA) เป็นโรคข้ออักเสบ (Arthritis) ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอาการปวดบวมอักเสบของข้อหลายข้ออย่างเรื้อรัง ในรายที่มีความรุนแรงจะเกิดการกัดกร่อนทำลายข้อและกระดูก ทำให้เกิดความพิการผิดรูปของข้อได้ นอกจากความผิดปกติที่ข้อแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีความผิดปกติในระบบอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ตา หัวใจ ปลายประสาท หลอดเลือด และผิวหนัง
โรครูห์มาตอยพบได้ในทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงวัย โดยพบบ่อยที่สุดในช่วงอายุ 30–40 ปี และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
กลไกการเกิดโรคข้ออักเสบ (Arthritis)
โรคข้ออักเสบเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุข้อ (Synovium) ซึ่งบุอยู่ด้านในของข้อ ส่งผลให้มีเลือดเข้ามามากขึ้น เนื้อเยื่อบวมหนาตัวขึ้น มีเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้าไปสะสมจำนวนมาก และหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการอักเสบในเยื่อบุข้อ น้ำเหลืองที่ซึมออกมาสะสมในช่องว่างของข้อทำให้สารหล่อลื่นเสียคุณสมบัติไป
ขบวนการอักเสบทำให้ข้อมีลักษณะ บวม ร้อน กดเจ็บ และเคลื่อนไหวได้จำกัด เนื่องจากอาการเจ็บปวด หากมีน้ำเหลืองซึมเข้ามาในปริมาณมาก จะสามารถตรวจพบลักษณะที่บ่งชี้ได้ชัดเจน
ภาวะข้ออักเสบเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในข้อ หรือเป็นการตอบสนองต่อการบาดเจ็บของข้อ เมื่อขบวนการอักเสบทำให้มีการย่อยสลาย เก็บทำลายสิ่งแปลกปลอม รวมทั้งเนื้อเยื่อที่เสียหายแล้ว จึงเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซม
รูปแบบของข้ออักเสบ
รูปแบบของข้ออักเสบมีหลายลักษณะ อาจเกิดเพียงข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้ บางโรคมีการอักเสบมากกว่า 10 ข้อ อาจเป็นชนิดเฉียบพลันหรือเรื้อรังยาวนาน รูปแบบของภาวะข้ออักเสบที่แตกต่างกันจะบ่งชี้ถึงสาเหตุที่แตกต่างกัน เช่น
- ข้ออักเสบเฉียบพลันข้อเดียวอาจเกิดจากโรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์เทียม การติดเชื้อแบคทีเรียในข้อ หรือเลือดออกในข้อ
- ข้ออักเสบเรื้อรังหลายข้อ มักพบในโรคในกลุ่มภูมิต่อต้านตนเอง เช่น โรคข้ออักเสบรูห์มาตอย โรคเอสแอลอี
สาเหตุของโรคข้ออักเสบรูห์มาตอย
โรคข้ออักเสบรูห์มาตอยเป็นโรคในกลุ่มภูมิต่อต้านตนเอง (Autoimmune disease) เกิดจากปัจจัยหลายประการร่วมกัน ดังนี้
- ปัจจัยด้านพันธุกรรม ผู้ป่วยมียีนควบคุมระบบภูมิคุ้มกันในบางลักษณะซึ่งมีแนวโน้มตอบสนองผิดปกติ เช่น โรครูมาตอยด์มักมี HLA DR4 หรือ HLA DR1
- ปัจจัยด้านเชื้อโรค เชื้อโรคชนิดที่เฉพาะเจาะจงที่เข้าสู่ร่างกายของผู้ที่มียีนดังกล่าวจะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน หากเกิดความเบี่ยงเบน ภูมิคุ้มกันจะตอบสนองต่อต้านเนื้อเยื่อของตนเอง ทำให้เกิดการอักเสบและทำงานผิดปกติของอวัยวะหนึ่งหรือหลายอวัยวะ ในกรณีรูห์มาตอย อวัยวะที่ได้รับผลกระทบหลักคือข้อต่าง ๆ
- ปัจจัยความแปรปรวนของร่างกาย ภาวะร่างกายที่เบี่ยงเบนไม่สมดุล โดยเฉพาะความเครียดที่รุนแรงและเรื้อรัง มีส่วนเร่งความแปรปรวนของระบบภูมิคุ้มกัน
- ปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อ การบาดเจ็บ หรือสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม
อาการของโรคข้ออักเสบรูห์มาตอย
ผู้ป่วยข้ออักเสบรูห์มาตอยจะพบความผิดปกติได้หลายประการ มากน้อยแตกต่างกันในแต่ละรายตามความรุนแรงของโรค ได้แก่
- ภาวะโลหิตจาง จากปฏิกิริยาการอักเสบเรื้อรัง ไม่ใช่จากการขาดธาตุเหล็กหรือแร่ธาตุอื่น
- เกล็ดเลือดสูง ในกรณีที่ข้ออักเสบรุนแรง
- ระดับโปรตีนในเลือดผิดปกติ ในรายที่โรครุนแรง
- ค่าบ่งชี้ปฏิกิริยาการอักเสบ ESR และ CRP สูง ตามความรุนแรงของโรค
- พบภูมิต่อต้านตนเองในเลือด ซึ่งมีหลายชนิด
ภูมิต่อต้านตนเองในโรครูห์มาตอย
1. รูห์มาตอยแฟคเตอร์ (Rheumatoid Factor: RF)
RF เป็นภูมิต่อต้านโปรตีนภูมิต้านทานของตนเอง (Immunoglobulin) พบได้ในผู้ป่วยรูห์มาตอยส่วนใหญ่ แต่ไม่พบทุกราย ในรายที่ไม่รุนแรง RF อาจให้ผลลบ ดังนั้นผลตรวจ RF เป็นลบไม่ใช่ข้อสรุปว่าไม่ใช่โรครูห์มาตอย ในทางกลับกัน RF ที่ให้ผลบวกยังพบได้ในโรคอื่น ๆ เช่น โรคเอสแอลอี โรคในกลุ่มภูมิต่อต้านตนเองอื่น ๆ
2. ภูมิต่อต้านตนเองชนิด ANA
ANA (Antinuclear antibody) เป็นภูมิต่อต้านตนเองที่สำคัญในกลุ่มโรคเอสแอลอี หากพบ ANA เป็นบวกในผู้ป่วยที่วินิจฉัยเป็นรูห์มาตอย จำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคว่าเป็นรูห์มาตอยกลุ่มที่มี ANA เป็นบวก หรือแท้จริงแล้วเป็นโรคเอสแอลอี เนื่องจากทั้งสองโรคมีอาการข้ออักเสบในรูปแบบคล้ายกัน คือข้ออักเสบหลายข้อ เป็นทั้งสองข้างสมมาตรกัน
การวินิจฉัยแยกโรค
นอกจากโรคเอสแอลอีซึ่งมีอาการทางข้อคล้ายรูห์มาตอยแล้ว ยังมีโรคอื่น ๆ ที่ต้องวินิจฉัยแยก เช่น โรคในกลุ่มข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อ และโรคข้ออักเสบจากภูมิต่อต้านตนเองชนิดอื่น แพทย์จะวินิจฉัยโดยพิจารณาจากความผิดปกติทั้งหมดของผู้ป่วยร่วมกับการตรวจ ANA profile เพื่อให้ผลที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
ปัจจัยที่ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า
ปัจจัยที่ 1: ด้านผู้ป่วย
ในระยะแรกที่อาการยังไม่รุนแรง ผู้ป่วยมักเข้าใจว่าอาการเกี่ยวข้องกับการพักผ่อนน้อย ออกกำลังกายหนัก ออฟฟิศซินโดรม กล้ามเนื้อหรือเอ็นอักเสบ จึงเลือกซื้อยาบรรเทาปวด เช่น พาราเซตามอล หรือ NSAID/COX-2 มารับประทานเอง
ยาเหล่านี้บรรเทาอาการในระยะเริ่มต้นได้ แต่ไม่มีผลในการรักษาโรคหรือปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรค เมื่ออาการดีขึ้นและหยุดยา อีกระยะหนึ่งอาการจะกลับมา ทำให้การวินิจฉัยและรักษาล่าช้า ส่งผลต่อผลการรักษาในระยะยาว
ปัจจัยที่ 2: ด้านผู้รักษา
หากผู้รักษาไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง อาจวินิจฉัยและให้การรักษาเพียงตามอาการ ทำให้พลาดการวินิจฉัยโรครูห์มาตอยในระยะแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาทอง (Golden Period) ของการรักษา
โอกาสทองในการรักษา (Golden Period)
การวินิจฉัยและรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรกให้ผลดีกว่ามาก มีโอกาสทำให้โรคสงบ (Remission: สภาพข้อไม่อักเสบและไม่มีอาการปวด) สูงกว่ารายที่รักษาล่าช้า การรักษาอย่างเต็มที่และเหมาะสมภายใน 3 เดือนแรกของโรคจัดเป็น “โอกาสทอง” (Golden Period)
ปัจจัยบ่งชี้ความรุนแรงและการพยากรณ์โรค
การใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับการประเมินสภาพของโรค โดยใช้ปัจจัยบ่งชี้ความรุนแรงดังนี้
- มีจำนวนข้อที่อักเสบมาก
- ผลตรวจ RF/Anti-CCP เป็นบวกในระดับสูง
- ระดับค่าการอักเสบ CRP สูงมาก
- มีอาการในอวัยวะอื่นร่วมด้วย นอกเหนือจากข้ออักเสบ
- ผลเอกซเรย์พบการกัดกร่อนทำลายข้อและกระดูก
แนวทางการรักษาโรคข้ออักเสบรูห์มาตอย
การรักษาโรคข้ออักเสบรูห์มาตอยใช้ยา 2 กลุ่มหลักร่วมกัน ได้แก่ ยาบรรเทาปวดและบรรเทาอักเสบ และยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (DMARDs)
กลุ่มที่ 1: ยาบรรเทาปวดและบรรเทาอักเสบ
- ยาบรรเทาปวด (Analgesics) ไม่มีฤทธิ์บรรเทาอักเสบ เช่น พาราเซตามอล, Tramadol
- ยาบรรเทาอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) รุ่นดั้งเดิม เช่น Ibuprofen, Diclofenac, Piroxicam, Tenoxicam, Naproxen อาจมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร ไต และตับ
- NSAIDs รุ่นออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจง (COX-2 Inhibitors) เช่น Celecoxib, Etoricoxib มีผลข้างเคียงต่อกระเพาะน้อยกว่า แต่อาจมีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า
- สเตียรอยด์ (Steroid) เป็นยาต้านการอักเสบที่มีประสิทธิภาพสูง แต่มีข้อจำกัดด้านผลข้างเคียง จึงใช้ในบางกรณี เช่น ผู้ที่มีข้อห้ามใช้ NSAIDs หรือมีโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ
กลุ่มที่ 2: ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (DMARDs)
ยากลุ่ม DMARDs มีลักษณะการออกฤทธิ์แตกต่างจากยาบรรเทาอาการ ดังนี้
- เมื่อเริ่มใช้จะออกฤทธิ์ควบคุมระบบภูมิคุ้มกันได้ช้า เห็นผลในเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
- เมื่อหยุดยา ฤทธิ์ยาหมดช้า ใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
- ไม่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดและอักเสบโดยตรง แต่ปรับเปลี่ยนระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อภูมิคุ้มกันดีขึ้น การอักเสบจะลดลงและอาการปวดดีขึ้นทางอ้อม
หลักการใช้ยาร่วมกัน
ในระยะเริ่มต้นต้องใช้ยา 2 กลุ่มร่วมกัน โดยยาบรรเทาปวดและอักเสบออกฤทธิ์เร็วในระยะแรก ส่วนยา DMARDs จะออกฤทธิ์ควบคุมโรคในระยะต่อมา เมื่อโรคควบคุมได้แล้วจึงค่อยลดยาบรรเทาอาการ และอาจหยุดได้หากโรคสงบ ส่วนยา DMARDs ต้องคงไว้ในระยะยาวเพื่อป้องกันโรคกำเริบ
ยาทั้งสองกลุ่มอาจมีผลข้างเคียงในผู้ป่วยส่วนน้อย บางผลข้างเคียงอาจรุนแรง ดังนั้น การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีการติดตามประเมินผลและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
บทสรุป
โรครูห์มาตอยเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติเบี่ยงเบนของระบบภูมิคุ้มกัน แม้อาการหลักคือการปวดและอักเสบของข้อ แต่ยังมีความผิดปกติอื่น ๆ ที่สลับซับซ้อน ทำให้การวินิจฉัยไม่ตรงไปตรงมา ธรรมชาติของโรคมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและดื้อต่อการรักษามากขึ้นตามเวลา การวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ผู้ป่วยที่วินิจฉัยได้เร็วและได้รับการรักษาด้วยยาที่เหมาะสมเพียงพอและต่อเนื่อง มีโอกาสเข้าสู่ภาวะโรคสงบได้ ในทางตรงกันข้าม หากปล่อยให้โรคเรื้อรังและรุนแรงขึ้น อาจทำลายข้อกระดูก เกิดความพิการผิดรูป ใช้ข้อไม่ได้ตามปกติ และมีคุณภาพชีวิตต่ำลง บางรายอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่น เช่น การอักเสบที่ปอดและเกิดพังผืดตามมา หรือการอักเสบของหลอดเลือดอวัยวะภายในซึ่งอาจร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้
ผู้ป่วยรูห์มาตอยควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ และนำไปสู่ผลลัพธ์การรักษาที่ดี โรคเข้าสู่ภาวะสงบ ปราศจากความพิการผิดรูปของข้อ และสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ แม้ว่าจะยังต้องรักษาควบคุมโรคต่อเนื่องในระยะยาวก็ตาม

