ประสิทธิภาพของยาสมุนไพรชนิดทาเฉพาะที่เพื่อบรรเทาปวด

ตั้งแต่ในอดีตมนุษย์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสรรพคุณทางยาของพืชชนิดต่างๆและนำมาใช้ในการบำบัดโรคได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นความพยายามเพื่อความอยู่รอด พืชที่นำมาใช้เป

ตั้งแต่ในอดีตมนุษย์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสรรพคุณทางยาของพืชชนิดต่างๆและนำมาใช้ในการบำบัดโรคได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นความพยายามเพื่อความอยู่รอด พืชที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคเรียก สมุนไพร(Herbs) ต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เจริญมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเคมี ทำให้ทราบว่าส่วนของพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นยาได้นั้นประกอบด้วยสารเคมีต่างๆอะไรบ้าง เมื่อวิทยาศาสตร์การแพทย์เจริญขึ้นมีการศึกษาวิจัยและทราบว่าสารเคมีจากพืชเหล่านั้นชนิดใดที่มีฤทธ์ทางยาซึ่งช่วยในการบำบัดโรค (Active ingredient) นำมาสู่ความพยายามในการสังเคราะห์สารเหล่านั้นในห้องทดลองให้มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกับที่ได้จากพืช ความสำเร็จดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมการผลิตยาแผนปัจจุบันซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนมีความก้าวหน้ามากในปัจจุบัน

ตัวอย่างสมุนไพรซึ่งมนุษย์ใช้บำบัดรักษาโรคมาตั้งแต่อดีตและถูกนำมาผลิตเป็นยาแผนปัจจุบัน เช่น

  • เปลือกของต้นวิลโลว(Willow bark) นำมาฝนกับน้ำใช้รับประทานลดไข้ ต่อมาพบว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดไข้คือแอสไพริน และสามารถสังเคราะห์ได้ในห้องทดลอง นำมาใช้เป็นยาแผนปัจจุบันถึงทุกวันนี้
  • ต้นซิงโคน่า(Cinchona) ใช้รับประทานรักษาไข้มาลาเรีย ต่อมาพบสารสำคัญคือ ควินิน(Quinine) และสังเคราะห์ได้ในห้องทดลอง นำมาผลิตใช้เป็นยา
  • ต้นดองดึง(Autumn crocus) ใช้รักษาโรคเก๊าท์มาตั้งแต่อดีต สารสำคัญคือ Colchicine ซึ่งในปัจจุบันยังใช้รักษาข้ออักเสบเฉียบพลันจากโรคเก๊าท์
  • ต้นถุงมือจิ้งจอก(Fox glove) ใช้รักษาโรคหัวใจ ตัวยาออกฤทธิ์คือDigoxin ซึ่งยังใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นต้น

พืชสมุนไพรจึงเป็นรากฐานการพัฒนาของยาแผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมีพืชสมุนไพรอีกจำนวนมากซึ่งใช้เป็นยารักษาโรคตั้งแต่อดีตและไม่ได้ถูกนำมาผลิตเป็นยาแผนปัจจุบัน มนุษย์ยังคงสามารถใช้พืชสมุนไพรเหล่านี้ในการบำบัดโรคได้ เช่นฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน กานพลู บัวบก หนาด อบเชย เป็นต้น

ในกรณีปัญหาปวดตามข้อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น การวิจัยค้นพบว่าสารจากพืชสมุนไพรหลายชนิดสามารถนำมาใช้บำบัดปัญหาเหล่านี้ได้ โดยมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในการบรรเทาปวด บรรเทาการอักเสบ และช่วยความแข็งแรงของกระดูกอ่อน ตัวอย่างที่ทราบกันอย่างแพร่หลายคือสารแคปไซซิน(Capsaicin) ซึ่งสกัดจากพริก นำมาผลิตเป็นยาทาเฉพาะที่มีฤทธิ์บรรเทาปวดจากข้อเข่าเสื่อม ยืนยันจากการวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมในต่างประเทศ จนได้รับการยอมรับจากการแพทย์แผนปัจจุบันในระดับสากล ให้ใช้เป็นยาทาบรรเทาอาการปวดในข้อเข่าเสื่อม การวิจัยในระดับเซลล์พบว่ากลไกการออกฤทธิ์ของ Capsaicin เกิดจากการยับยั้งตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด(Pain receptors) ของปลายประสาทสัมผัสชนิดVanilloid-1(V-1) receptor ทำให้ลดการส่งสัญญาณความปวดเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง

นอกจากสารCapsaicin ซึ่งสกัดจากพริกแล้ว ยังมีพืชสมุนไพรอีกมากที่มีการศึกษาวิจัยพบว่ามีสารสำคัญ(Active ingredient) ที่ออกฤทธิ์บรรเทาปวด บรรเทาการอักเสบและช่วยความแข็งแรงของกระดูกอ่อน จึงมีศักยภาพที่จะนำมาพัฒนาเป็นยาสมุนไพรเพื่อบำบัดปัญหาข้อ กล้ามเนื้อและกระดูก

พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกลไกการออกฤทธ์ยับยั้งความปวดของพืชสมุนไพร

กลไกการออกฤทธิ์ยับยั้งความปวดของพืชสมุนไพร มีความแตกต่างกันในสมุนไพรแต่ละชนิด โดยแต่ละชนิดจะยับยั้งที่ตำแหน่งต่างๆของกลไกการรับรู้ความเจ็บปวด (Pain pathway) ทำให้ความปวดลดลง

เมื่อพิจารณาจาก Pain pathway(ตามรูปที่1) ทำให้เข้าใจการออกฤทธิ์ยับยั้งความปวดของพืชสมุนไพรได้ชัดเจนมากขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ได้มาจากการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์จำนวนมาก ดังรายละเอียดในรูปที่1 และตารางที่1

ยาสมุนไพรชนิดทาเฉพาะที่เพื่อบรรเทาอาการปวด

การใช้ยาทาเฉพาะที่เพื่อบำบัดอาการปวดนั้นมีข้อดีคือ มีความปลอดภัยมากกว่ายารับประทานและยาฉีด แต่มีข้อจำกัดคือตัวยาต้องซึมผ่านผิวหนังเพื่อเข้าไปออกฤทธิ์ในเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไป การซึมผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นได้จำกัดในระดับหนึ่งเท่านั้นจึงมีประสิทธิภาพต่ำกว่ายารับประทานได้ยาฉีด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันพบว่าการรักษาความเจ็บปวดโดยยับยั้งกลไกความเจ็บปวดหลายกลไกพร้อมกันทำให้ประสิทธิภาพในการบำบัดอาการปวดดียิ่งขึ้น ในกรณียารับประทานมักนิยมใช้ยาหลายกลุ่มร่วมกัน แต่มีข้อจำกัดคือมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงมากขึ้นโดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว ในกรณียาสมุนไพรทาเฉพาะที่สามารถใช้ตัวยาหลายขนานร่วมกันเพื่อให้มีประสิทธิภาพบรรเทาปวดดียิ่งขึ้นโดยมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก

ดังนั้นในการพัฒนาตำรับยาทาสมุนไพรเพื่อบรรเทาปวดต้องมีตัวยาหลายขนานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้ได้ดีในกรณีปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง ช่วยให้ลดการใช้ยาบรรเทาปวดชนิดรับประทาน และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงได้

  • กรณีข้อเข่าเสื่อม การใช้ยาสมุนไพรทาเฉพาะที่ นอกจากช่วยบรรเทาอาการปวดและการอักเสบแล้วยังมีศึกษาวิจัยซึ่งพบว่าสมุนไพรบางชนิดคือเถาวัลย์เปรียง (Cryptolepis Buchanani) นอกจากมีฤทธิ์บรรเทาปวดและบรรเทาการอักเสบแล้ว ยังมีฤทธิ์ช่วยปกป้องลดอัตราการสลายของกระดูกอ่อนอันเนื่องมาจากปฏิกิริยาการอักเสบภายในข้อด้วย(Chondroprotective activity) ส่งผลให้ชะลอการเสื่อมของข้อใดบ้าง นับว่าเป็นประโยชน์อีกทางหนึ่ง
  • กรณีปวดอื่นๆ นอกจากกรณีข้อเขาเสื่อมแล้วยาทาสมุนไพรเพื่อบรรเทาปวดยังสามารถใช้ได้ในอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้ เช่น ปวดตึงกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ ปวดกล้ามเนื้อเอวและหลัง ปวดตามเส้นเอ็น ปวดตามข้อต่างๆอันเนื่องมาจากข้อเสื่อม เป็นต้น

บทสรุป

การใช้ยาทาสมุนไพรเพื่อบรรเทาปวดเฉพาะที่ ถือว่าเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีมานาน ในปัจจุบันมีการพัฒนาต่อยอดโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และใช้วิธีการ ด้านไบโอเทคโนโลยี ทำให้เกิดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ของพืชสมุนไพร เช่น ทราบฤทธ์ทางเภสัชวิทยา ทราบสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ ทราบกลไกการออกฤทธิ์ และเกิดการพัฒนาตำรับยาทาสมุนไพรเพื่อบรรเทาปวดที่มีประสิทธิภาพเป็นไปตามองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ อันจะเป็นประโยชน์ในการใช้บำบัดรักษาผู้ที่มีปัญหาด้านความเจ็บปวดอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

Share your love