อาหารกับการบำบัดความปวด (Diet therapy for Chronic Pain)
มนุษย์ทราบมาเป็นเวลานานแล้วว่าอาหารมีบทบาทในการรักษาโรคต่างๆ โรคที่อาหารมีบทบาทมากเช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคเก๊าท์ เป็นต้น โรคอื่นๆอาหารมีบทบาทมากน้อยในระดับที่แตกต่างกันไป ในกรณีเกี่ยวกับอาการปวดเรื้อรังซึ่งเกิดจากโรคต่างๆเช่น โรคข้อและรูมาติซั่ม มีการวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากซึ่งบ่งชี้ว่าอาหารมีประสิทธิภาพในการบำบัดความปวดร่วมกับการรักษาตามมาตรฐานของโรค ความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้ช่วยให้ใช้การรักษาด้วยอาหาร (Diet therapy) ได้อย่างเหมาะสมกับโรค นำมาซึ่งผลการรักษาที่ดีขึ้น
นิยาม: ความปวดซึ่งกล่าวถึงในบทความนี้ หมายถึงความเจ็บปวดเรื้อรังจากสาเหตุต่างๆ ไม่รวมความเจ็บปวด เฉียบพลัน ซึ่งต้องบำบัดด้วยยาและวิธีอื่นๆ
บทความนี้จะกล่าวถึง
- 1. ผลของสารอาหารบางชนิดต่ออาการปวด เช่น Omega3, zinc, probiotics
- 2. ผลของรูปแบบการรับประทานอาหารต่ออาการปวด เช่น อาหารเมดิเตอร์เรเนียน อาหารเจ อาหารมังสวิรัติ
- 3. ความเชื่อมโยงระหว่าง ภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐานกับปัญหาความปวด
- 4. ข้อสรุปเพื่อการปฏิบัติ
Omega 3 fatty acid (กรดไขมันโอเมก้า 3)
เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวประเภทหนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกาย ประกอบด้วยกรดไขมัน 3 ชนิด ได้แก่
- 1.Alpha- Linoleic acid(ALA)
- 2.Eicosapentaenoic acid(EPA)
- 3.Docosahexaenoic acid(DHA)
กรดไขมันเหล่านี้พบได้ทั้งในผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างได้เอง จำเป็นต้องรับประทานจากอาหาร ผลิตภัณฑ์ที่มีโอเมก้า3ในปริมาณมาก แสดงในตาราง
ปลาท้องถิ่นของประเทศไทยที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3ในปริมาณสูงได้แก่ ปลาทู ปลาสวาย ปลาช่อน ปลาอินทรีย์ ปลาน้ำดอกไม้ ปลาชนิดอื่นมีปริมาณโอเมก้า 3 น้อยกว่า
การศึกษาวิจัยพบว่า Omega 3 fatty acid supplement มีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคภูมิต่อต้านตนเองเช่น โรคข้ออักเสบรูห์มาตอย ข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคเอสแอลอี โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นต้น โดยช่วยให้ภาวะการอักเสบและอาการปวดลดลงได้ระดับหนึ่ง
กลไกการออกฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบและอาการปวดของกรดไขมันโอเมก้า3 คือ เข้าไปแย่งแทนที่กรดไขมันโอเมก้า 6 ในขบวนการอักเสบตามปกติ ทำให้ได้สารที่เป็นผลลัพธ์สุดท้าย มีฤทธิ์ก่อการอักเสบน้อยกว่าผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการอักเสบตามปกติซึ่งใช้กรดไขมันโอเมก้า 6 ส่งผลให้ขบวนการอักเสบมีความรุนแรงลดลง
นอกจากลดการอักเสบและอาการปวดแล้ว กรดไขมันโอเมก้า 3 มีประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น
สารอาหารชนิดอื่น Zinc และ probiotic
มีการศึกษาในผู้ป่วยกลุ่มเล็กพบว่าอาจมีส่วนช่วยลดอาการปวดในโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน แต่การศึกษามีน้อยจึงยังไม่สามารถสรุปผลได้
อาหารเมดิเตอร์เรเนียน(Mediterranean diet)
ได้รับการยอมรับว่าเป็นรูปแบบการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพในหลายด้านเช่น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน มะเร็งบางประเภท ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง ลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม เป็นต้น ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยพบว่า มีประโยชน์ต่อโรคข้ออักเสบ โรคภูมิต่อต้านตนเอง โรคปวดเรื้อรัง Fibromyalgia
- 1. ลักษณะของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน
- 1.1 ประเภทอาหารที่ควรรับประทานเป็นประจำในปริมาณมาก
- ผัก
- ผลไม้ที่ไม่หวานมาก
- ธัญพืชไม่ขัดสี(Whole grain)
- ถั่วต่างๆ -น้ำมันมะกอก(Olive oil)
- 1.2 อาหารที่รับประทานปริมาณปานกลาง
- เนื้อปลา
- เนื้อขาว(White meat) เช่นเนื้อไก่
- โยเกิร์ต ชีส
- 1.3 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือรับประทานในปริมาณจำกัด
- เนื้อแดง(Red meat) เช่นเนื้อหมู เนื้อวัว
- เนื้อสัตว์แปรรูป(Processed meat) เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน
- น้ำตาลสำเร็จรูป(Refined sugar) ในขนมหวาน เครื่องดื่มหวาน
- ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เช่น เนยแข็ง มาการีน ครีม อาหารประเภท แฮมเบอร์เกอร์ แซนด์วิช เฟรนช์ฟรายส์
- 2. การศึกษาเกี่ยวกับผลของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนต่อโรคปวดเรื้อรัง
ผลดีต่อสุขภาพของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนเกิดจากมีองค์ประกอบหลายชนิดเช่น omega 3, fiber, polyphenol compounds ในปริมาณสูง สารเหล่านี้มีฤทธิ์ antioxidant(ต้านอนุมูลอิสระ) anti-inflammation(ต้านการอักเสบ) antithrombotic effect(ต้านการอุดตันเส้นเลือด)
- 2.1 ผลต่อโรคข้อเข่าเสื่อม การศึกษาวิจัยพบว่าอาหารเมดิเตอร์เรเนียนนาน3 เดือน ช่วยให้ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมีอาการปวดเข่าลดลงเมื่อเทียบกับก่อนการปรับเปลี่ยนอาหาร
- 2.2 ผลต่อโรคเก๊าท์ ช่วยให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลง
- 2.3 ผลต่อโรคข้ออักเสบรูห์มาตอย อาการปวดและอักเสบของข้อลดลงได้เล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่รับประทานอาหารตามปกติ
- 2.4 ผลต่อโรคเอสแอลอี ช่วยให้ภาพรวมของโรค(Disease activity score) ดีขึ้นเล็กน้อย
แทรกสไลดืที่ 8
อาหารมังสวิรัติ (Vegetarian diet)
เป็นรูปแบบอาหารที่งดเนื้อสัตว์และรับประทานโปรตีนจากพืชแทน การศึกษาวิจัยพบว่ามีประโยชน์ช่วยลดน้ำหนัก ลดอาการปวดที่เกิดจากโรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบรูห์มาตอย โรคปวดเรื้อรังfibromyalgiaได้บ้าง แต่น้อยกว่าผลของ อาหารเมดิเตอร์เรเนียน
ความเชื่อมโยงระหว่างน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานกับปัญหาความปวด
ผู้ที่มีภาวะอ้วน(Obesity ) มีความโน้มเอียงที่จะเกิดโรคเกี่ยวกับความปวดเรื้อรัง (Chronic pain)มากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ เนื่องจากสาเหตุหลักสองประการ
- 1. ข้อเสื่อมเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่ต้องรับน้ำหนักตัวเช่นข้อเข่า ทำให้เกิดอาการปวด
- 2. ภาวะอ้วนทำให้มีระดับสารที่ชักนำการอักเสบ(Pro-inflammatory cytokines) ในเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคปวดเรื้อรังต่างๆมากกว่าปกติ
จากการวิจัยพบว่าการลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคปวดเรื้อรังและมีภาวะอ้วน ช่วยให้อาการปวดดีขึ้น การลดน้ำหนักจะต้องจำกัดจำนวนแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวัน (Caloric restriction) เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่มาใช้เป็นพลังงาน โรคที่ได้ประโยชน์จากการลดนำ้หนักส่วนเกินได้แก่ โรคข้ออักเสบรูห์มาตอย โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ โรคข้อเสื่อม โรคfibromyalgia และโรคปวดเรื้อรังชนิดอื่นๆ ดังนั้นผู้ป่วยโรคปวดเรื้อรังและมีภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ควรเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อลดนำ้หนัก ซึ่งจะส่งผลให้อาการปวดดีขึ้น
ข้อสรุปเพื่อการปฏิบัติ : การปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อบำบัดภาวะปวดเรื้อรัง
- 1. จำกัดแคลอรีที่ได้รับในแต่ละวัน เพื่อป้องกันน้ำหนักเพิ่ม ถ้ามีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินมาตรฐานต้องจำกัดมากขึ้นเพื่อให้น้ำหนักลด
- 2. ชนิดของอาหาร ควรเน้นอาหารจากพืช(Plant based diet) รับประทานเนื้อสัตว์ปริมาณน้อย
- 2.1 อาหารที่ควรรับประทานเป็นประจำปริมาณมาก
- ผัก
- ผลไม้ที่ไม่หวานมาก
- ธัญพืชไม่ขัดสี(Whole grain) เช่น ข้าวกล้อง ข้าวสาลีwhole wheat ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด
- ถั่วต่างๆ เช่นถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วอัลมอนด์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์
- น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ถ้าเป็นน้ำมันมะกอกควรใช้เป็นประจำทุกวัน เนื่องจากมีกรดไขมันชนิดที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็น
กรดไขมันโอเมก้า3 ได้ ในปริมาณสูง ถ้าเป็นน้ำมันพืชชนิดอื่นเช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน ไม่ควรรับประทานปริมาณมาก น้ำมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมูควรหลีกเลี่ยง
- 2.2 อาหารที่รับประทานเป็นประจำในปริมาณปานกลาง
- เนื้อปลา
- ไข่
- เนื้อขาว เช่นเนื้อไก่ รับประทานเล็กน้อยถึงปานกลาง
- โยเกิร์ตธรรมชาติ ไม่ปรุงรส
- ชีส รับประทานปริมาณเล็กน้อย
- 2.3 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือรับประทานในปริมาณจำกัด
- เนื้อแดงเช่น เนื้อหมู เนื้อวัว
- เนื้อสัตว์แปรรูป เช่นไส้กรอก แฮม เบคอน แหนม หมูยอ
- ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เช่นเนยแข็ง มาการีน ครีม อาหารประเภท แฮมเบอร์เกอร์ แซนด์วิช เฟรนช์ฟรายส์ ขนมกรุบกรอบ
- อาหารที่ผสมน้ำตาลสำเร็จรูป(refined sugar) เช่นขนมหวาน เครื่องดื่มหวาน
- ผลไม้ที่มีรสหวานมาก เช่นขนุน ลำใย เงาะ มะม่วง ทุเรียนเป็นต้น
- 3. Omega 3 supplementation กรณีที่รับประทานอาหารรูปแบบดังกล่าวข้างต้นจะได้รับโอเมก้า 3 ปริมาณพอเพียง กรณีที่ไม่สามารถปรับการรับประทานอาหารได้ อาจใช้ ในรูปอาหารเสริม ในขนาดไม่เกิน 2กรัมต่อวัน
บทสรุป
ประสิทธิภาพของอาหารที่เฉพาะเจาะจงเพื่อประโยชน์ในการบำบัดอาการปวดเรื้อรังเป็นที่ทราบอย่างแน่ชัดในทางการแพทย์ แต่ระดับของประสิทธิภาพไม่มากและเห็นผลช้าๆไม่เด่นชัดเท่ากับการใช้ยาบรรเทาปวดหรือยากลุ่มNSAID/ COX 2. อย่างไรก็ตามผลของยาบรรเทาอาการปวดจะคงอยู่ในระยะสั้น การรับประทานต่อเนื่องยาวนานมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง ในทางตรงข้าม การปรับเปลี่ยนอาหารสามารถทำได้ต่อเนื่องอย่างปลอดภัยในระยะยาวมากกว่า ในทางปฏิบัติ ไม่ใช้การปรับเปลี่ยนอาหารเพียงอย่างเดียวเพื่อบำบัดความปวด แต่ใช้ร่วมกับการรักษาตามมาตรฐานของแต่ละโรค เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงงสุด ประเด็นสำคัญคือการปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อการรักษาจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องในระยะยาว นอกจากได้รับประโยชน์ช่วยลดอาการปวดและภาวะอักเสบแล้ว การปรับเปลี่ยนอาหารมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายแง่มุมซึ่งส่งผลให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น

